วันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552

HwangBo จะวางแผงอัลบั้มใหม่ที่ประเทศอังกฤษเป็นที่แรก

นักแสดง Lee MinKi กำลังเตรียมตัวเพื่อเป็นนักร้อง

รถอาถรรพณ์


รถปิกอัพที่ลุงกับป้าซื้อมาใช้เป็นรถยี่ห้อดังสีขาว เมื่อแรกๆ ที่ซื้อมานั้นยังไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แต่พอใช้ไปได้ซักประมาณปีกว่า ก็เริ่มมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น คือขณะที่รถจอดอยู่ดีๆ ก็มีเสียงดังโหยหวนมาจากรถคันนี้โดยหาที่มาไม่ได้ว่ามาจากจุดไหนในตัวรถ เสียงนั้นดังเหมือนหวูดรถไฟแต่โหยหวนและลากยาวกว่า

ครั้งแรกที่มีเสียงป้ากับน้องชายมองหน้ากันและใช้คำพูดทักในทางที่ดี คือบอกว่ารถคงให้ลาภจะถูกหวย แล้วก็ไม่ได้คิดอะไร จนทั้งคู่เดินทางจากบ้านสวนมาบ้านใหญ่ เจ้ารถคันนี้เริ่มแสดงฤทธิ์เป็นครั้งแรกด้วยการเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนเล็กน้อย แต่ทั้งคู่ไม่ได้คิดอะไร หลังจากนั้นทิ้งช่วงมาหลายเดือนรถคันนี้ก็เกิดเหตุชนอีก และหลังจากนั้นก็มีเสียงโหยหวนดังขึ้นอีก 3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งจะเกิดอุบัติเหตุตามมารุนแรงมากขึ้นทุกที และระยะเวลาที่มีเสียงดังมาจากรถก็เริ่มห่างกันน้อยลง และครั้งสุดท้ายนี่แหละที่รุนแรงจนลุงกับป้าสุดจะทน วันนั้นช่วงเย็นตะวันยังไม่ตกดิน ป้ากับลูกชายกำลังทานข้าวเย็นก่อนจะเดินทางกลับบ้านใหญ่ จู่ๆ รถปีศาจคันนี้ก็ส่งเสียงร้องโหยหวน ป้ากับลูกชายมองหน้ากันและพูดปลอบใจกันเองว่าไม่มีอะไรหรอกมั้ง พอทานข้าวเสร็จก็ออกเดินทาง

ขณะที่ลูกชายของป้าขับรถมาอย่างระมัดระวังเต็มที่เพราะได้เกิดลางสังหรณ์จากเสียงปีศาจนั่นแล้ว แต่เมื่อรถแล่นมาถนนถึงช่วงที่มีทางแยก ก็มีรถสิบล้อบรรทุกอ้อยมาเต็มคันพุ่งออกมาจากทางแยกชนเข้าด้านคนที่นั่งโดยสารคือป้า และครูดยาวไปทางกระบะท้าย เดชะบุญไม่มีใครเป็นอะไร ส่วนรถสิบล้อขับหนีไป

พอสี่ทุ่มเศษ ทั้งสองคนก็กลับมาถึงบ้านด้วยรถปีศาจคันนั้น พวกเราทุกคนลุกไปดูสภาพรถ ปรากฏว่าประตูด้านซ้ายปิดได้ไม่สนิทเพราะบุบเข้าไปเยอะรอยบุบยาวไปถึงกระบะหลังซึ่งฉีกออกจากส่วนหน้าพอสมควร พอดูสภาพรถเสร็จก็กลับมานั่งคุยกัน ลุงกับป้าเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่เริ่มมีเสียงประหลาดให้ฟัง พวกเรานั่งปรึกษากันว่าจะทำยังไงกับรถคันนี้ เตี่ยของฉันบอกเสียงเด็ดขาดว่าให้ขายทิ้งไป เพราะวันหนึ่งอาจเกิดเหตุถึงเสียชีวิตก็ได้ พอเตี่ยพูดจบ เจ้ารถอาถรรพณ์คันนั้นก็ส่งเสียงโหยหวนทันที ทั้งที่เพิ่งจะส่งเสียงไปเมื่อตอนเย็น พวกเราทุกคนขนลุกเกรียวและลุกไปมาที่มาของเสียง เสียงร้องครั้งนี้ป้าบอกว่าดังนานที่สุดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เตี่ยกับลุงยืนอยู่ตรงประตูข้างซ้ายที่ปิดไม่สนิท เตี่ยของฉันเปิดประตูออกดู และเราสามคนยืนวิจารณ์รถคันนี้อยู่ พอคุยกันจบลุงก็กระแทกประตูปิดเข้าไปโดยแรงทันที โดยที่มองไม่เห็นว่ามือของเตี่ยจับอยู่ที่ขอบประตูรถ เตี่ยร้องดังลั่นด้วยความเจ็บปวด ผลคือมือของเตี่ยถูกประตูงับเข้าเต็มแรงสี่นิ้วบวมขึ้นมาทันตาเห็นและกำมือไม่ได้นานนับอาทิตย์ทีเดียว

หลังจากเหตุการณ์คืนนั้น ลุงกับป้าตัดสินใจเด็ดขาดว่าต้องขายรถคันนี้ให้เร็วที่สุดโดยไม่ขับไปไหนอีก อ้อ ลืมบอกไป รถคันนี้เป็นป้ายแดงค่ะ ไม่ใช่รถมือสองด้วย

นักแสดง Han Ye Seul จะมาร่วมร้องในเพลงไตเติ้ลของ Mighty Mouth

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

MC Mong ควักกระเป๋า 30 ล้านวอน ซื้อชุดในการแสดงบนเวที

เสือสมิงที่โป่งหนองหลวง


พรานเจือเป็นพรานรุ่นหนุ่มถือสายเลือดมาจากตระกูลพรานโดยตรง พรานเหล่านี้จะเชื่อถือโชคลางมาก เช่น ถ้าฝันว่าได้หลับนอนกับหญิงสาวจะถือว่ามีลาภอันสูงสุด ทันทีที่ตื่นจากฝันเขาจะคว้าปืนเข้าป่าทันที หรือถ้าภรรยากำลังตั้งครรภ์(มีท้องใกล้จะคลอด) การตระเวนไพรจะมีโชคทุกครั้งที่ออกป่า พรานเจือก็อยู่ในสภาพข้อนี้ คือเมียท้องแก่ใกล้จะคลอดเต็มที พรานเจือจึงขยันออกป่า ซึ่งก็โชคดีได้เนื้อสัตว์มาเป็นอาหารเป็นเสบียงอยู่ในขั้นดีมาก

โป่งนั้นชื่อ “โป่งหนองหลวง” ห่างจากบ้านพรานเจือเป็นระยะทางเดินประมาณ 3 ชั่วโมง เป็นโป่งเก่าแก่ที่พรานหลายรุ่นร่ำลือถึงเสือเข้าโป่งอย่างชุกชุมมาก

คืนนี้เป็นคืนข้างขึ้น 5 ค่ำ พรานเจือนั่งสงบนิ่งอยู่บนห้างยิงสัตว์ ด้วยความสงบเงียบของป่าทำให้พรานเจือคิดถึงเมียที่กำลังตั้งท้อง พลันในความเงียบเสียงผิดปกติในราวป่าก็ดังขึ้น มันเป็นเสียงกู่ก้องเรียกหา พรานเจือชะเง้อคอมองอย่างแปลกใจ เพราะในป่าไม่มีบ้านผู้คนเลย พรานเจือนิ่งฟังอย่างสงบ เมื่อเสียงนั้นดังใกล้เข้ามาจึงรู้ว่าเป็นไอ้ปลิวเพื่อนของเขานั่นเอง “เจือโว้ย...วู้” พรานเจือรีบตอบรับ “อยู่นี่เว้ย” และรู้สึกเป็นห่วงเมียที่ท้องแก่ ตอนนั้นป่าทั้งป่าเงียบสงัดไม่มีศัพท์สำเนียงใดเลย ขณะเดียวกันร่างล่ำสันในชุดผ้าสีดำก็โผล่จากชายป่ามายืนกลางแสงจันทร์ แล้วร้องบอกกับพรานเจือว่า “เฮ้ย เจือ เมียมึงไม่ยอมคลอด กูมานี่ก็สลบไปหลายครั้ง กลับไปดูมันหน่อยโว้ย ยายปานหมอตำแยทำอะไรไม่ถูกแล้วว่ะ” พรานเจือใจหายวาบ มือไม้สั่นคว้าย่ามหยิบปืนลงจากห้าง ความห่วงใยเมียทำให้ลืมกฎของป่าเสียสิ้น พรานเจือไม่ได้ฉุกคิดสักนิดว่า ทำไมไอ้ปลิวจึงดั้นด้นมาบอกเพียงลำพังคนเดียว ป่าเปลี่ยวอย่างนี้ก็ต้อง 3-4 คน จุดคบตามไฟสว่างโร่ ปืนในมือคนละกระบอก

ทันทีที่พรานเจือลงมาถึงพื้น ไอ้ปลิวก็บอก “เจือ มึงเดินไปก่อน กูปวดฉี่ว่ะ” เสียงนั้นพูดอู้อี้เหมือนคนหวัดลงคอ พรานเจือก็ยังไม่สงสัย ไม่พูดไม่จา เดินก้าวสวบๆ ไป พรานป่าทุกคนรู้ดีว่าเดือนตอนจะลับดอยนั้นสัตว์จะออกหากิน

“หนามตำกูว่ะ รอมั่ง” ไอ้ปลิวตะโกนบอก เสียงอู้อี้ของไอ้ปลิวทำให้พรานเจือชะลอฝีเท้าลงเดินตามติดๆ กัน ห่างแค่ 2 ศอก อาจจะเป็นเพราะชะตาพรานเจือยังไม่ถึงฆาต ทันทีที่ไอ้ปลิวเข้ามาใกล้ จมูกของคนเป็นพรานก็กระสากกลิ่นฉุนเข้าจมูกฉุนกึก ประสาทพรานเจือหยุดชะงักเหมือนถูกกระตุก ขนลุกซู่ เย็นสันหลังวาบ ในจิตนั้นแว่วเสียงพรานใหญ่ผู้เป็นพ่อเคยพร่ำสอนเสมอตั้งแต่ตอนที่ยังมีชีวิตว่า “ไอ้เจือ ตอนเมียมึงท้องแก่ มึงอย่าไปนั่งห้างในป่านะ โป่งทุกโป่งเป็นที่ตายของสัตว์ร้อยแปด จงจำไว้ผีโป่งจะแปลงร่างเป็นคนก็ได้-สัตว์ก็ได้ มันจะหลอกมึงลงจากห้างจับมึงกิน อย่าลืมคำกูล่ะ” พรานเจือลืมคำพ่อพรานใหญ่เสียสนิทในตอนนั้น มาบัดนี้กลิ่นสางๆ ทำให้สติสัมปชัญญะกลับคืนมา ความรู้สึกที่ไอ้ปลิวเดินตามหลังมานั้นผิดปกติ ประสาทไวเท่าความคิด พรานเจือกระโดดเข้าข้างทาง หันมาบอกไอ้ปลิว “งูว่ะ กูเหยียบมันเข้าเต็มเปาเลย มึงขึ้นหน้าเถอะ” ไอ้ปลิวหัวร่อ มันเดินนำหน้า พรานเจือเดินตามห่างๆ เพื่อทิ้งช่วง ตาจับอยู่ที่ร่างไอ้ปลิว ปากก็พร่ำคาถาสะกดผีโป่ง

พรานป่าเชื่อว่าการยิงปีศาจต้องสะกดให้อยู่จึงจะสังหารมันได้ พรานรุ่นเก่าบอกว่าสมิงในร่างมนุษย์จะเริ่มที่ขาก่อนหากลายเสือปรากฏก็ให้ยิงทันที แต่ตอนนี้ดูลำบากมาก เพราะแสงสว่างไม่พอ แต่พอเงยสายตาจับอยู่ที่กลางหลังลงมาก็สังเกตเห็นได้ชัดว่าเอวด้านหลังของไอ้ปลิวห้อยลงลักษณะเหมือนหางเสือยาวออกมาทีละน้อยๆ สิ่งนี้เองทำให้พรานเจือแน่ใจว่าเป็นเสือสมิงแปลง จึงสวดคาถากำกับอีกครั้งหนึ่งแล้วปากลำกล้องปืนก็ถูกยกเล็งไปที่ท้ายทอยไอ้ปลิวตัวปลอม เปรี้ยง! เสียงปืนดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว ภาพที่เห็นคือเสือลายพาดกลอนตัวมหึมาดิ้นตีแปลงโครมคราม “ไปที่ชอบเถอะมึง” พรานเจือกัดกรามพูดเบาๆ แล้วรีบบุกป่ากลับบ้าน

ทันทีที่ถึงบ้านก็ได้พบกับเมียท้องแก่ซึ่งเป็นปกติดี ยังความโล่งอกให้แก่พรานเจือเป็นอย่างมาก